JPAK님의 프로필0사진블로그리스트 도구 도움말

F0 JPAK

스페이스에 음악 리스트가 없습니다.
추가한 리스트 항목이 없습니다.

0

0
1월 19일

เรียงความวันเด็ก

มีคนส่งมาในเมล เราว่าฮาดีก็เลยเอามาใส่ (งงว่าเด็กเขียนเหรอฟ่ะ?)
1월 14일

หมอกในกทม.83

รูปที่ถ่ายจากดาดฟ้าตอนเช้าๆ ในกทม. อิอิ
(ใครมีเวปทำบล็อกบอกหน่อยจิ อยากเอารูปไว้ในข้อความนี้ทำยังไงอ่ะ ครับ)
1월 26일

+++++^-^น้ำตาผู้หญิง^-^+++++

น้ำตาผู้หญิง...ของประทานจากพระเจ้า
โดย คุณสิธยา คูหาเสน่ห์

หนูน้อยคนหนึ่งสงสัยมานานแล้วว่า...ทำไมนะ...เห็นแม่ร้องไห้บ่อยๆ
วันหนึ่งก็รวบรวมความกล้าและถามแม่ว่า "แม่ฮะ ทำไมแม่ร้องไห้ฮะ" แม่ตอบว่า
"เพราะแม่เป็นผู้หญิงไงจ๊ะ" เมื่อได้ยินคำตอบจากแม่
เด็กน้อยก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม "ผมไม่เข้าใจฮะแม่"
แม่จึงกอดลูกน้อยไว้แนบอกและพูดข้างๆ หูว่า "ลูกจ๋า
ลูกจะไม่มีวันเข้าใจหรอกจ๊ะ" เมื่อไม่ได้คำตอบที่หนำใจจากแม่
เด็กน้อยคนนั้นจึงไปถามจากพ่อบ้าง "พ่อฮะ ทำไมบางทีอยู่ๆ แม่ก็ร้องไห้
ไม่เห็นมีใครทำอะไรให้แม่เสียใจเลยนี่ฮะ" พ่อตอบว่า
"ผู้หญิงทุกคนเป็นแบบนั้น"
แต่เมื่อหนูน้อยคนนั้นโตเป็นหนุ่มแล้ว
ความสงสัยตั้งแต่วัยเด็กก็ยังคอยรบกวนใจเขาอยู่ ในที่สุด
เขาก็ถามพระเจ้าว่า
"พระองค์เจ้าข้า เพราะเหตุใดผู้หญิงจึงร้องไห้ง่ายๆ
บางครั้งดูเหมือนไม่มีเหตุผลสมควรด้วย พระเจ้าข้า"

พระเจ้าตรัสตอบว่า
"เจ้าไม่รู้หรือว่าเราสร้างผู้หญิงขึ้นมาให้พิเศษกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงที่เราสร้าง...


เราสร้างให้ผู้หญิงมีบ่าที่กว้างและแข็งแรงพอที่จะแบกโลกนี้ไว้เชียวนะ
ทว่าบ่าของเธอก็นุ่มนวลพอที่จะเป็นที่พักพิงใจยามทุกข์

เราสร้างให้ผู้หญิงมีน้ำอดน้ำทนสูงที่สามารถทนความเจ็บปวด
ยามให้กำเนิดบุตรและยามที่ถูกทอดทิ้ง (บางครั้งลูกๆ
ของเธอนั่นแหละที่ไม่ต้องการเธอแล้ว)

เราสร้างให้ผู้หญิงมีน้ำใจแห่งการรับใช้
เพื่อให้ดูแลสมาชิกในครอบครัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย
อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและไม่บ่นหรือโอดครวญใดๆ เลย

เราสร้างให้ผู้หญิงมีอารมณ์อ่อนไหวและความอ่อนโยน
ที่สามารถรักลูกได้โดยไม่มีเงื่อนไข
และทนลูกได้ทุกกรณีแม้ว่าลูกจะทำให้หัวใจของเธอแตกสลายก็ตาม

อารมณ์ที่รับความรู้สึกได้ไวเดียวกันนี่แหละที่จะทำให้ผู้หญิงสามารถบรรเทาความผิดของลูกให้เบาบางลง
ทำให้ลูกรู้สึกมีกำลังใจขึ้นที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป
และเธอยังสามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกของเธอ
แม้แต่ความกลัวที่ลูกเผชิญอยู่
เธอก็ยินดีที่จะมีส่วนร่วมและช่วยเหลือนำทางให้พ้นหนทางวิบากที่ลูกกำลังประสบอยู่

เราสร้างให้ผู้หญิงมีทั้งกำลังกายและพลังจิตที่เข้มแข็ง
จนสามารถทนความผิดของสามีได้

เราสร้างผู้หญิงจากกระดูกซี่โครงของผู้ชาย
เพื่อให้เธอเป็นผู้คุ้มครองหัวใจของเขา

เราสร้างให้ผู้หญิงเข้าใจว่า สามีที่ดีจะไม่มีวันทำร้าย (จิตใจ) ภรรยา

แต่บางครั้งเราก็ทดสอบความแข็งแกร่งและความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงว่าพร้อมที่จะเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับสามีของเธอโดยไม่หวั่นไหวหรือไม่


เราสร้างให้ผู้หญิงร้องไห้ เราให้น้ำตาแก่เธอ
และเราให้เอกสิทธิ์แก่เธอที่จะร้องไห้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
น้ำตาเป็นความอ่อนแอของผู้หญิง เป็นจุดอ่อนอย่างเดียวของเธอ
ทว่า...หยาดน้ำตาของผู้หญิงเป็นน้ำตาแห่งมนุษยชาติ
1월 25일

ตัวกลั่นกรองทั้งสาม

ในสมัยกรีกโบราณ, Socrates(โสเครติสนักปรัชญากรีก)
ได้รับยกย่องให้เป็นมหาปราชญ์ และได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างสูง
วันหนึ่ง มีคนรู้จักบังเอิญพบกับนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ และพูดขึ้นว่า

"คุณรู้อะไรไม๊? ผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนของคุณมาเรื่องนึง"
"ช้าก่อน..." โสเครติสตอบ
"ก่อนที่ท่านจะบอกข้า ข้าอยากที่จะให้ท่านผ่านการทดสอบสักเล็กน้อย
ข้าจะเรียกมันว่า บททดสอบกลั่นกรองสามชั้น"
"กลั่นกรองสามชั้น?"
"ถูกต้องแล้ว" โสเครติสกล่าวต่อไป
ก่อนที่ท่านจะเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนของข้า
มันอาจจะเป็นการดี ที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อย และการกลั่นกรองเรื่องที่ท่านจะพูด
และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมข้าจึงเรียกมันว่า บททดสอบตัวกลั่นกรองสามชั้น

ตัวกลั่นกรองแรก คือ "ความจริง"
"ท่านแน่ใจจริงๆ หรือว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะบอกข้านั้นเป็นเรื่องจริง?"
"เปล่าหรอก..." ชายผู้นั้นตอบ
"อันที่จริงข้าก็แค่ได้ยินเรื่องนี้มาเท่านั้นเอง แล้วก็..."
"เอาเถอะ เอาเถอะ ไม่เป็นไร" โสเครติสกล่าว
"ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่ท่านรู้มาจริง หรือ เท็จ

คราวนี้ มาลองทดสอบตัวกลั่นกรองตัวที่สองกันดู
ตัวกลั่นกรองที่สอง คือ "ความดี"
"เรื่องที่ท่านกำลังจะบอกข้าเกี่ยวกับเพื่อนของท่าน เป็นเรื่องดี หรือไม่?"
"ไม่ เป็นเรื่องตรงกันข้าม..."
"ถ้าเช่นนั้น" โสเครติสกล่าวต่อ
"ท่านต้องการบอกข้าเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีของเขา
แต่ท่านไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่...
ไม่เป็นไร ยังไงเสียท่านอาจจะผ่านการทดสอบนี้ก็ได้
เพราะ ยังเหลือตัวกลั่นกรองอีกหนึ่ง :

ตัวกลั่นกรองสุดท้ายนี้คือ "ความมีประโยชน์"
"ท่านคิดว่าเรื่องที่ท่านกำลังจะบอกข้าเกี่ยวกับเพื่อนของข้านั้น
จะเป็นประโยชน์อะไรกับข้าหรือไม่?"
"ไม่รู้สิท่าน...คงจะไม่"

"อื่มมม" โสเครติสสรุป "ถ้าเรื่องที่ท่านจะบอกข้านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง
ไม่ใช่เรื่องดี และ ไม่มีประโยชน์ เหตุใดท่านจึงอยากบอกข้าเล่า?"
และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้โสเครติสเป็นมหาปราชญ์
และได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง

ใช้ "ตัวกลั่นกรองทั้งสาม" ในแต่ละครั้ง
ที่ได้ยินเรื่องที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับเพื่อนผู้ใกล้ชิดและคนที่เรารัก
และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน..
1월 8일

เรื่องดี ดี มีประโยชน์เสมอ กับการเติมคุณค่า ให้ข้อคิด แก่ชีวิต

เรื่องดี ดี มีประโยชน์เสมอ กับการเติมคุณค่า ให้ข้อคิด แก่ชีวิต

มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง อาศัยอยู่บ้านหลังหนึ่ง ทุกๆเช้า ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างชั้นบนบ้าน และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง


“ เพื่อนบ้านเรานี่ ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน ไม่รู้เขาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือใช้วิธีซักอย่างไร “
สามีก็ตอบว่า “อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน”


แต่ภรรยาก็ยังไปแอบดูเพื่อนบ้านอยู่ทุกเช้า จากหน้าต่างข้างบนบ้าน และวิ่งกลับมารายงานสามีทุกเช้า “ เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว...”


ต่อมาวันหนึ่ง ภรรยาวิ่งลงมารายงานสามี ด้วยความแปลกประหลาดใจ “ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด อยากจะรู้เหลือเกินว่า เขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือทำอย่างไร..”


สามีหัวเราะและกล่าวว่า “นี่..ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน เมื่อเช้าฉันตื่นแต่เช้ามืด และไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้ใสสะอาด.. ก่อนหน้านี้ กระจกมันสกปรก เธอมองออกไป ก็เห็นแต่ความ สกปรก..”


มนุษย์เราชอบมองคนอื่น โดยผ่านจิตใจของเราออกไป เมื่อจิตใจของเราสะอาด เราก็จะเห็นแต่ความดีงามรอบๆตัว

มนุษย์เราชอบมองคนอื่น โดยผ่านจิตใจของเราออกไป เมื่อจิตใจของเราสะอาด เราก็จะเห็นแต่ความดีงามรอบๆตัว
แต่ถ้าจิตใจของเราสกปรก เราก็จะเห็นแต่ความสกปรกรอบตัว การที่เราเห็นแต่ความเลวรอบๆตัวเรา
เราต้องเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว... สิ่งที่เราเห็น มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา
และเราจะต้องหาทางฝึกจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
ถ้าเราเห็นแต่สิ่งที่เลว จิตใจก็ไม่สงบ เราก็จะกลุ้มอกกลุ้มใจ มีความทุกข์ แต่ถ้าเราหัดมองในแง่ดี เราก็จะคิดแต่สิ่งที่ดี จิตใจก็จะเบิกบานและมีความสุข...
หมายเหตุ.. บทความบทนี้ เขียนโดย.. ดร. อาจ-อง ชุมสาย ณ อยุธยา


จากหนังสือ ชีวิตงาม เล่มที่ ๘ หน้าที่ ๔๑



ขออภัย บทความนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตเผยแพร่จากเจ้าของผลงานโดยตรง เราเจตนาเพียงเพื่อแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ความรู้สึกดีๆ ส่งต่อให้กับเพื่อน ๆได้อ่าน ได้คิด เพื่อเป็นกำลังใจให้กันเท่านั้นค่ะ
11월 26일

อย่ารักเพราะสงสาร!

อย่ารักเพราะสงสาร ..... เขารู้คงทรมานใจ 

อย่ารักเพียงคิดว่าลองๆ คบไป ..... แต่จงเชื่อใจในตัวเขา 

อย่ารักเพราะเพื่อนว่าดี ..... เพราะคนคนนี้อาจไม่ได้รักเรา 
แต่รักเพราะเธอรักเขาและมั่นใจจะก้าวไปด้วยกัน 

อย่ารักเพียงคิดว่าพอคบได้ ..... ถ้าเขาไม่ใช่คนที่เธอฝัน 

อย่ารักเพียงแค่ฆ่าเวลาไปวันๆ ..... เพราะเธอกำลังฆ่าคนๆ
นั้นให้ค่อยๆตาย 

อย่ารักถ้าหัวใจเธอกำลังกล้ำกลืน .....
เพราะเธอไม่อาจฝืนให้รักมีความสุขได้ 

อย่ารักคนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป .....
แต่จงรักคนที่เธอหยุดเขาได้ด้วยรัก 

อย่ารักและรีบจะผูกพัน ..... ถ้าคนๆ นั้นเธอพึ่งรู้จัก 

อย่าปล่อยใจให้รักใครง่ายๆ นัก .....
จงดูใจกันสักพักก่อนจะเชื่อใจ 

อย่ารักใครหลายคน .....
เพราะไม่มีใครทนเป็นรองได้ 

แต่รักคนที่เธอพร้อมจะให้เขาทั้งหัวใจ 
และพร้อมจะเคียงข้างกันไปชั่วนิรันดร์  

10월 20일

ลองอ่านดูนะ เป็นส่วนหนึ่งที่รู้สึกจริงๆ

บทสัมภาษณ์ เล็ก (ฮิวโก้) จุลจักร จักรพงษ์

"มหาวิทยาลัยควรจะเป็นสถาบันเพื่อใช้หาความรู้มาพัฒนาตัวเอง เพื่อสอนความจริง
เด็กทุกคนที่ออกจากมหาวิทยาลัยน่าจะมีคำถามใหญ่โตอยู่ในหัว อยู่ในสมอง
ทำยังไงให้คุณภาพชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างดีขึ้น ยิ่งอำนาจบารมีเรามากขึ้นเท่าไหร่
เราก็ต้องพยายามช่วยคนให้มากขึ้น เข้าไปแล้วออกมาควรจะเป็นขบถ
แต่นักศึกษาเมืองไทยไม่เป็นขบถเลย นักศึกษานี่โคตรจะเป็นชนชั้นกลางที่ดีมากๆ
ออกมานี่กลมกลืนกับระบบเหลือเกิน ตามกฏเกณฑ์เหลือเกิน คือติ๋มน่ะ พูดตรงๆ
ถามว่าถ้าระบบการเมืองแม่งยึกยักขึ้นมา จะออกมาเฮ้วๆ กันที่ราชดำเนินอีกไหม
ผมว่าไม่นะ"

"คนที่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยควรจะถูกพัฒนาให้มีความรู้มากขึ้น
โดนหลอกยากกว่า ไม่ใช่เข้าไปแล้วโดนหลอกง่ายกว่า ซึ่งผมกลัวว่าคนที่เข้าไปเรียน
มหาวิทยาลัยแล้วจะเป็นเหยื่อของแฟชั่น เป็นเหยื่อของสื่อ มากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน
มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อคุณไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ทำมาหากิน
มีเงินของพ่อแม่อยู่ในกระเป๋า คุณก็ไม่รู้คุณค่าของเงิน โฆษณาถึงยิงแต่กลุ่มนี้
เพราะเป็นกลุ่มที่ซื้อโดยไม่คิด ทั้งๆที่ควรจะคิดมากกว่าคนอื่น
มันควรเป็นวัยที่หลอกยากที่สุด สร้างปัญหาให้คนอื่นเยอะที่สุด ซนที่สุด ดื้อที่สุด อันตรายที่สุด
แต่กลับปลอดภัยมากๆ โดนจูงกันเป็นวัวเลย สื่อไปทางไหน ก็ต้องไปทางนั้น
พวกสื่อก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะเราไปให้ความสำคัญกับ... ดูแต่ละคนที่ยกย่องกันสิ
ไม่ค่อยน่ายกย่องกันสักเท่าไหร่"

(ส่วนนี้ชอบมักๆ)
"เด็กก็ผิดที่ไปเชื่อเขา ไปคิดว่าการที่คุณมีผิวขาวแล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น
แล้วคุณคิดว่ามันใช้ได้จริงๆเหรอ คุณเกิดมาดำ พ่อแม่ของคุณผิวคล้ำ คุณจะขาวได้เหรอ
แล้วคนดำแอฟริกาเขาไม่ฉิบหายกันหมดเลยเหรอ โฆษณาในสื่อกำลังบอกว่าคุณ
เป็นคนไม่มีค่า ถ้าหน้าตาของคุณไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ฉีดสเปรย์หอมๆ ไม่ขับรถแพงๆ
ไม่ใส่เสื้อยี่ห้อนี้ ไม่มีมือถือรุ่นนี้จะไม่มีผู้หญิงคนไหนมาเอาคุณ ใช่เหรอ ไม่น่าจะใช่นะ
ผมว่าคนเราหลงรักกันไม่ใช่ด้วยยี่ห้อมือถือมั้ง เราไม่ได้เป็นกระหรี่ทั้งประเทศนะ"

"ถ้าคุณเข้ามหาวิทยาลัยเพราะอยากไปพัฒนาสมองก็เยี่ยมเลย แต่ถ้าเข้าไปเพราะว่า
ใครๆเขาก็เข้ากัน คุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าวัวสักเท่าไหร่ ก็เป็นสัตว์ตัวนึงในฝูง
ที่ถูกลากเข้าไป แล้วก็โดนเชือด เดี๋ยวก็โดนคนอื่นกิน"

(ย่อหน้าสุดท้าย)
"ผิดถูกไม่มี มีแต่ความจริง"
10월 18일

ระทีกใจจัง


วันนี้นัดเพื่อนว่า จะไปลาส่งรุ่นพี่ที่สนามบิน (ดอนเมืองนะ ม่ายช่ายหนองงูเห่า)
รุ่นพี่จะไปทำงานต่อที่เมืองจีน
 
นัดเพื่อนที่มหาลัย 7.00น. กะว่าถึงเวลาก็ออกเลย ปรากฏว่า เพื่อนที่จะไปสนามบิน ทำการทดลอง ผลแล็ปไม่เป็นตามที่ต้องการ(แล็ปเจ้ง)
 
เลยออกตอน 7 โมงไม่ได้ ตอนแรกก็บอกเพื่อนไปว่า ถ้าเวลาทำแล็ปไม่พอ ยกเลิกก็ได้งานสำคัญกว่า แต่เพื่อนก็บอกว่า พอมีเวลา ถ้าเราช่วยเค้าเตรียมแล็ปด้วย  เราก็เลยช่วยเลย จะได้ไปถึงสนามบินให้ทันการณ์
 
รุ่นพี่จะขึ้นเครื่องเวลา 9.50น. แต่ต้องเข้าไปก่อน ตอนเวลา ประมาณ 9.30น.เพราะฉะนั้นแล้ว เราต้องออกรถตอน 8.30น. เพื่อเราจะได้ขับรถแบบปลอดภัย (80-90 km/hr)
 
แต่พอเตรียมแล็ปเสร็จ เวลาก็ปาไป 8.45น. แล้ว (อ๊าก จะได้หรือนี่!!!!) 
 
เมื่อก่อนนี้เราเป็นคนขับรถเร็ว แต่เดี๋ยวนี้ กลัวเรื่องน้ำมัน จึงขับรถเหมือนคนปกติสามัญ 
 
แต่วันนี้ เพื่อนก็บอกว่า "วันนี้ เปิดผนึกเลย เอาเร็วเต็มที่ เอาให้ทันก่อนขึ้นสนามบิน เลยยยย!!"
เหอะๆๆๆ (นึกในใจก็สวยดิ ไม่ได้ขับอย่างนี้มานานแล้ว หุหุ) พอออกรถ ก็เหยียบเต็มที่ดิ (โอ๊ย สะใจๆ วันนี้เหมือนได้ระบายความแค้นออกมา 5555) วิ่งแบบไม่คิดชีวิต สุดๆ ไปเลย (วิ่งแบบนี้ วิ่งได้เฉพาะบนทางด่วนนะ และ ขอสงวนสิทธิ์ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ดีนะ)
 
ในใจก็คิดนะ กลัวจะไปลาพี่เค้าไม่ทัน เพราะ รถในช่วงเวลานั้นเยอะมากๆ วิ่งตี zig zag ไปตลอดทาง ตั้งแต่ ซ้ายสุดมา ขวาสุด (แหม่ เปรี้ยวจิงๆเลย)
 
ในที่สุดก็สนามบิน  (โอ้ยรอดตายแล้ว เพื่อนเราบอก)  แล้วเวลาล่ะ ................. 9.00น. 
เฮ้ย ทำได้อ่ะ ไม่ได้ทำอย่างนี้มานานแล้ว (เย้ยยย)
 

พอไปถึงก็เจอพี่ที่สนามบิน   เย้ๆๆๆๆ
9월 23일

การรอคอย

ใครบางคน...ที่มีค่าพอให้รอคอย
ก า ร ร อ ค อ ย...เป็นเรื่องที่ทรมาน
โดยเฉพาะการรอคอยที่จะกลับมาพบกัน
หรือรอคอยใครสักคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เพราะในเวลาแห่งการรอคอยนั้น
มันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
และเข็มนาฬิกาก็เดินช้าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...
จากเวลาที่นานอยู่แล้วจึงนานยิ่งกว่า
และการดำเนินชีวิตระหว่างการรอนั้น
ก็มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้คนเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะ


 


เพราะทุกคนมีพื้นฐานความเหงา
และโดดเดี่ยวอยู่ในตัวเองพอๆกับความอ่อนไหว
เป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้ระยะทางเป็นเครื่องวัดความรู้สึก
พิสูจน์ความแข็งแรงของความรัก
วัดการกระทำ...ความเสมอต้นเสมอปลาย
และความอดทน
ด้วยเงื่อนไขของความลำบากแห่งกาลเวลา
และตัดสินว่า...การรอคอยจะคุ้มค่าหรือไม่



ก า ร อ ยู่ ห่ า ง กั น...
จึงจำเป็นต้องพิสูจน์กันด้วยความเข้มแข็ง
ต่างคนต่างก็ต้องทำหัวใจให้เข้มแข็งกับอารมณ์ต่างๆ
ที่คอยรบกวน...และคอยชักจูงออกนอกลู่นอกทาง
เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย...ที่วันนึงเราพบว่า
คนคนหนึ่ง...คือคนที่ชีวิตเราตามหามาตลอด
และใครสักคนที่เป็นได้อย่างที่เราฝัน
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
และคนที่จะฝ่าฟันกับการบีบคั้นแห่งการรอคอย
กลับมาหาเราได้ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา...



เ พ ร า ะ ฉ ะ นั้ น...
ย่อมหมายถึง...ความรู้สึกที่เค้ามีอยู่ก็คงไม่ได้ธรรมดา
และคนคนนั้นก็ย่อมเต็มค่า

เวลาที่ชาวประมงจะเลี้ยงหอยมุก
จะต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
และสามารถรอคอยได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะเขารู้ว่า เมื่อไหร่ถึงเวลา
ที่มุกสามารถนำมาร้อยเป็นสร้อยได้
ย่อมเกิดค่ามหาศาล
...ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสักคนให้ได้
หากรู้ว่าเป็นใครสักคน
...ที่มีค่าแก่การรอคอย...

 


9월 18일

โลกกว้างเกินไป…หรือ…หัวใจเราแคบเกิน

บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า
กลายเป็นคนคุ้นเคย...
จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ..
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้...
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น .. วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา
บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป
แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น..
จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน

 

เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

 

บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือ
คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่...

บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า
กลายเป็นคนคุ้นเคย...
จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ..
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้...
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ..

 

แต่ในทางกลับกัน..
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ..
กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ..

แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่..
แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ..

 

.....

 

ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา
พอกับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก..

 

ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้
และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน..
เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน
1 ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้..
และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน
เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ..

 

กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง
กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป..
แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่
ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด..

 

......

 

เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ..
ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี
กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม...
กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก
แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน..

ขณะที่บางคนวิ่งตาม
ล้มลุกคลุกคลานและเจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า
และขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี
โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน

 

อะไรก็เกิดขึ้นได้กับความรู้สึกคน..
เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม
พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น
บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้บนความห่าง ห่างจนลับตา ..
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน ..
ไม่เคยรับรู้ว่า
ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้...
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ

...

การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน...
บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต..
ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม..
ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม
ปล่อยทุกอย่าง! ให้เป็นหน้าที่ของเวลา
ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง
ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย...
ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหารย์

 

เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา
ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป
เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า
ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง
เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไปเพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน
เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน
เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี..เสียอีก..

 

แล้วคุณเล่า เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง
ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม..
เคยรู้สึกไหมว่า บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึก
กลับเป็นตัวแปรผกผันกัน
เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ ๆ
หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.???

 


เคยคิดกันบ้างไหมว่า ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม
และคนที่พยายามยังไง ระยะห่างกลับเท่าเดิม คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน ...

 

....

 

หรือ….

 

อาจเป็นเพราะ .. โลกกว้างเกินไป

 

หรือไม่... หัวใจเราแคบเกิน

 

.............

 

มาจากเมลนะ ไม่ได้แต่งเองง่ะ

9월 7일

'พิมพวดี' หนูน้อยวิญญาณระลึกชาติ

'พิมพวดี' หนูน้อยวิญญาณระลึกชาติ

เรื่องราวของ พิมพวดี เป็นตัวอย่างยืนยันว่า การเวียนว่ายตายเกิด และการระลึกชาติ นั้นมีจริง
โดย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ได้ลงรายละเอียดไว้ดังนี้

..........
มิติลี้ลับและเรื่องราวอันน่าพิศวงเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณและการระลึกชาติ ที่เคยเป็นเรื่องโด่งดังในอดีตของ ด.ญ.พิมพวดี โหสกุล ถูกเปิดเผยขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ทั้งนี้ จากการประกาศงานฌาปนกิจศพ ด.ญ.พิมพวดี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ภายหลังจากที่ ด.ญ.คนดังกล่าวได้ล่วงลับไป 40 กว่าปีแล้ว โดยผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บริษัทเสรีวัฒนาหัวมุมถนนหลวง และถนนมิตรพันธ์ ตรงข้ามโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ กทม. สอบถามรายละเอียดและความเป็นมาของพิธีฌาปนกิจศพ ด.ญ.พิมพวดี จากนายเสรี โหสกุลผู้เป็นพี่ชายของ ด.ญ.คนดังกล่าว

นายเสรีเปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.นี้จะมีการสวดพระอภิธรรมศพของ ด.ญ.พิมพวดี พร้อมกับนายเสียง โหสกุล บิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อน จากนั้น ในวันที่ 20 พ.ย. จะเป็นพิธีฌาปนกิจ ทั้งนี้ เหตุที่ต้องเก็บร่างของ ด.ญ.พิมพวดีไว้ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงขณะนี้เป็นเวลา 40 กว่าปีนั้น เป็นความประสงค์ของคุณพ่อที่รักลูกสาวคนนี้มาก เพราะเป็นลูกสาวคนเดียวและเป็นลูกคนสุดท้อง เมื่อยังมีชีวิตอยู่หนูพิมเป็นเด็กน่ารัก ว่านอนสอนง่าย เรียนหนังสือเก่ง และเป็นเด็กที่จัดว่าหน้าตาสวยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ต้องเสียชีวิตตั้งแต่เด็กด้วยโรคไข้เลือดออก ซึ่งในขณะนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่ดีเท่าเดี๋ยวนี้ น้องพิมจึงต้องเสียชีวิตลง หลังจากน้องพิมเสียชีวิตคุณพ่อทำใจไม่ได้ที่ต้องเสียลูกสาวไป จึงได้สร้างศาลาพิมพวดีไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความรักและความคิดถึง ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม รวมทั้งใช้เป็นที่เก็บร่างของน้องสาวด้วย มีการสร้างพลับพลาไว้เหนือศพและติดรูปถ่ายของน้องพิมเอาไว้ กระทั่ง เมื่อคุณพ่อเสียชีวิต เมื่อเดือน ส.ค.44 จึงนำศพน้องพิมออกมาฌาปนกิจพร้อมกับคุณพ่อตามความประสงค์ของท่าน

ทั้งนี้ เรื่องราวซึ่งเป็นที่ฮือฮาเกี่ยวกับวิญญาณและการระลึกชาติได้ของน้องพิม ซึ่งเกิดขึ้นในอดีตนั้น เป็นเรื่องที่เกิดกับ นพ.อาจินต์ บุณยเกตุ ครอบครัวโหสกุลไม่เคยประสบเรื่องราวในลักษณะนี้ แม้แต่การเข้าฝัน ทว่าเมื่อมีดำริจะจัดงานฌาปนกิจศพน้องสาวพร้อมกับคุณพ่อ กลับมีเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ โดยขณะที่จะจัดทำรูปหน้าศพของน้องพิม ซึ่งมีรูปถ่ายขาวดำเพียงรูปเดียวเหลืออยู่ ตนมีความเห็นว่าจะทำรูปเป็นพื้นสีน้ำตาล หรือรูปสีซีเปีย เช่นเดียวกับรูปคุณพ่อ จึงนำไปให้ช่างภาพทำให้ แต่ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ รูปจะออกมาดำๆ แลดูน่ากลัวทุกครั้ง และหน้าตาออกดุๆ

ต่อมาตนจึงตัดสินใจนำรูปน้องไปให้ช่างวาดรูป ให้ ซึ่งเป็นนักเขียนรูปสมัครเล่น อยู่ที่มาบุญครองเขียนออกมาเป็นภาพสีตามที่ต้องการ โดยคิดว่าจะทดลองให้วาดก่อนว่าจะใช้ได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อวาดออกมาครั้งแรก พี่น้องทุกคนลงความเห็นว่าใช้ไม่ได้ ต้องไปแก้ไขใหม่ ซึ่งต่อมาช่างวาดรูปได้มาเล่าให้ฟังว่า น้องพิมไปเข้าฝันบอกให้วาดใหม่ ซึ่งเมื่อช่างวาดรูปมาให้ดูใหม่คราวนี้ทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะรูปที่วาดมาเปลี่ยนไปเป็นคนละรูป คราวนี้เหมือนตัวจริงมาก และมีความรู้สึกว่าเป็นภาพเหมือนมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาที่เป็นประกาย เห็นชัดเจนยิ่งกว่ารูปถ่ายเสียอีก

นายเสรียังเผยอีกว่า ยังมีเรื่องที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องคือ เมื่อนำxxxบศพของน้องพิมออกมาจากที่เก็บศพซึ่งเป็นหินอ่อนในศาลา เพื่อเตรียมทำพิธีตั้งสวดพระอภิธรรมก่อนฌาปนกิจ ปรากฏว่า สภาพทุกอย่างอยู่สมบูรณ์ ศพไม่มีกลิ่นใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งฝุ่นยังไม่มี จนพระที่วัดยังแปลกใจ และตนยังทราบมาว่า เจ้าหน้าที่ที่วัดมกุฏฯถูกหวยเป็นประจำ โดยนำเลขวันเดือนปีเกิด หรือเลขอะไรต่างๆนานาที่เกี่ยวกับน้องสาวมาตีเป็นตัวเลขนำไปแทงหวย

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังนางพิจิตร บุณยเกตุ ภรรยา นพ.อาจินต์ ที่บ้านซึ่งอยู่ย่านราชวัตร ซึ่งนางพิจิตรแจ้งว่า นพ.อาจินต์ไม่สบายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ไม่สามารถพูดได้เป็นเวลานานแล้ว เรื่องของ ด.ญ.พิมพวดีนั้น ตนจำไม่ค่อยได้ ให้ไปดูรายละเอียดจากหนังสือที่ระลึก 40 ปี นพ.อาจินต์ บุณยเกตุ พบวิญญาณหนูพิมพวดี ณ โรงพยาบาลศิริราช ที่รวบรวมโดย นพ.กมลพร แก้ว-พรสวรรค์ ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นเรื่องของ ด.ญ.พิมพวดี โดยการบอกเล่าของ นพ.อาจินต์ ว่า ด.ญ.พิมพวดี โหสกุล บุตรีของนายเสียง โหสกุล เสียชีวิตตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ในปี- 2503 ด้วยโรคไข้เลือดออก ต่อมาจึงเกิดเรื่องราวปาฏิหาริย์ขึ้น นพ.อาจินต์ บุณยเกตุ ซึ่งไม่รู้จักกับ ด.ญ.พิมพวดี ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต

ในหนังสือดังกล่าวระบุว่า นพ.อาจินต์ บุณยเกตุ ได้เปิดเผยเรื่องปาฏิหาริย์กับหนังสือพิมพ์ฟ้าเมืองไทย และศาสตราจารย์เอียน เฟลมมิ่ง นักวิญญาณศาสตร์ ซึ่งสัมภาษณ์นพ.อาจินต์ และนำไปตีพิมพ์ในหนังสือที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2506 โดย นพ.อาจินต์ได้เปิดเผยในขณะนั้นว่า มีอาการป่วยเป็นโรคไมเกรน และเป็นหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลศิริราช เมื่อประมาณปี 2504 ระหว่างนอนรักษาตัวอยู่ คืนหนึ่งประมาณ 3 ทุ่มเศษ ขณะอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 10 กว่าขวบ เข้ามาหาพร้อมกับเรียก นพ. อาจินต์ว่าพ่อ โดยอ้างว่าเป็นพ่อลูกกันเมื่อชาติก่อน และยังบอกด้วยว่าที่ นพ.อาจินต์ต้องทนทรมานจากการป่วยเช่นนี้ เนื่องจากเป็นกรรมเก่าที่ นพ.อาจินต์ซึ่งมีหน้าที่ ลงโทษนักโทษโดยการบีบขมับ และมีอยู่ครั้งหนึ่งได้ลง โทษคนที่ไม่มีความผิดจนตาย จึงต้องมารับกรรมในชาตินี้ แต่เด็กคนนั้นบอกว่าจะช่วยให้หายปวด จากนั้นจึงเอามือมากุมที่ศีรษะข้างที่ปวด และขอให้เรียกหาทุกครั้งเมื่อมีอาการปวดศีรษะ ซึ่ง นพ.อาจินต์ได้ทำเช่นนั้นทุกครั้ง เด็กหญิงคนดังกล่าวก็จะมาหาและทำเช่นเดิม ซึ่ง นพ.อาจินต์เล่าว่าอาการปวดก็หายไปทุกครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเด็กคนนี้บอกว่าจะต้องรักษาไปอีก 4 ปี และมาขอลาเพราะจะไปเกิดแล้ว โดยจะไปเกิดเป็นเด็กผู้ชายในชาติหน้า ทั้งยังบอกชื่อให้ นพ.อาจินต์ไปตรวจสอบประวัติดูที่โรงพยาบาล และพบว่ามีชื่อของเด็กหญิงพิมพวดี โหสกุล มาเสียชีวิตที่ห้องที่ นพ.อาจินต์รักษาอยู่จริง

เมื่อ นพ.อาจินต์ออกจากโรงพยาบาล จึงไปสืบหาเด็กหญิงพิมพวดีกับครอบครัวโหสกุล ซึ่งนายเสียง โหสกุล ผู้เป็นพ่อ ได้นำรูปของเด็กผู้หญิงหลายคนมาให้เลือกดู ซึ่ง นพ.อาจินต์ได้เลือกรูปของเด็กหญิงพิมพวดีขึ้นมา ทำให้นางสมพร โหสกุล ภรรยานายเสียง ถึงกับร่ำไห้โฮขึ้นมาทันที และบอกว่าเป็นลูกสาวที่เสียชีวิตไป โดยยืนยันว่าลูกสาวเป็นโรคไข้เลือดออก ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่ง นพ.อาจินต์ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้แก่พ่อแม่ของด.ญ.พิมพวดีฟังรวมถึงเรื่องที่เด็กหญิงพิมพวดีสั่งเสียด้วยว่า ยังเป็นห่วงเรื่องที่ทำการฝีมือไม่เสร็จ ให้นำผ้าขาว ด้ายสีน้ำเงิน และเข็มโครเชต์ไปวางไว้ที่หน้าศพ ซึ่งต่อมาอีก 4 ปี นพ.อาจินต์ได้หายจากโรคดังกล่าวตามที่ ด.ญ.พิมพวดีบอกไว้ และ นพ.อาจินต์ไม่ได้พบเหตุการณ์เช่นนี้อีกเลย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวไปที่วัดมกุฏฯ พบกับพระครูปลัดสุวัฒนปัญญาคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งพระครูปลัดฯเปิดเผยว่า ศพของคุณพิมพวดีอยู่ที่นี่มานานแล้ว คนที่นี่จะเรียกคุณพิมทุกคน ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานที่นี่จะถูกหวยกันบ่อย แต่จะมีคนมากราบไหว้รูปคุณพิมเป็นประจำ บางคนมาขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วก็ได้สมใจ ก็เอาของเล่นมาให้ ใครมาขออะไรได้ ก็จะเอาของเล่น ตุ๊กตา หรือขนม มาวางที่หน้ารูปเป็นประจำ ซึ่งก่อนที่จะนำศพออกมาฌาปนกิจ มีทั้งของเล่นและขนมเต็มไปหมด ส่วนเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นนั้น เชื่อว่าเป็นเรื่องของกระแสจิตระหว่างคุณพิมและคุณหมออาจินต์ ที่มีความผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
9월 4일

46 เรื่องที่ไม่ยอมทำแต่ก็ยังทำ!!!!

1. โทร.หาแฟนเก่าที่เลิกกันไปแล้ว
 
2. กินข้าวมื้อเย็นตอน 4 ทุ่ม...แล้วบ่นว่าอ้วน
 
3. บีบสิว
 
4. หลับทั้งชุดทำงานซะงั้นน่ะ
 
5. ขับรถฝ่าไฟแดง..ก็แหม มันติดพัน
 
6. รักคนมีเจ้าของ...เฮ่อ มันก็ต้องมีกันบ้าง
 
7. สูบบุหรี่
 
8. ไม่แปรงฟัน และไม่อาบน้ำก่อนเข้านอน
 
9. รับโทรศัพท์ในโรงหนัง..ใครยังทำอยู่เลิกซะ
 
10โทร.หา(ผู้ชาย)อีกคน ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณโทร.หาคนที่อยากคุยด้วยไม่ได้
 
11เมา..เพื่อลืมคนรัก
 
12เถียงแม่หรือพ่อ..ยังไงซะผู้ใหญ่ก็ถูกเสมอ แต่ก็ขอหน่อยเถอะ
 
13แอบส่งสายตาให้แฟนเพื่อน ก็บางทีของๆเพื่อนหล่อจนระงับใจไม่ได้จริงๆ
 
14ใส่รองเท้าที่เล็กกว่าเท้า 1 เบอร์ ถึงเจ็บก็ยอม ขอให้สวย
 
15 พยายามปัดมาสคาร่าให้ตาเด้งกลบเกลื่อนหลังถูกเขาบอกเลิกร้องออกมาเถอะน่า
 
16แคะขี้มูกในที่สาธารณะ
 
17ปล่อยให้ยาทาเล็บถลอกคานิ้ว โดยไม่คิดล้างออก
 
18ขอยืมเงินแม่ แต่ไม่มีกำหนดคืน
 
19ขาใหญ่ แต่อยากใส่สั้น...
 
20ยังคงใช้ครีมบำรุงผิวที่หมดอายุไปแล้ว เพราะเสียดาย..ระวังหน้าพังน๊า
 
21 เกาๆๆๆๆเวลายุงกัดและบางทีก็เหวี่ยงไม้ตียุงอย่างเมามันถึงจะบาปยังไงก็ เถอะ
 
22แอบเอาเสื้อตัวใหม่ที่พี่สาวซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใส่ มาใส่ก่อน
 
23บอกว่า "เปล่า" ทั้งที่ในใจมีอะไรจะระเบิดเต็มที่
 
24กลับไปถึงบ้านแล้วนั่งแช่มันอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมลุกไปทำอะไรสักที
 
25ใส่กางเกงยีนส์ซ้ำ 4 วันติดๆๆกัน
 
26โทร.บอกเลิกนัดตอนถึงเวลานัด
 
27เม้าท์เพื่อน
 
28โทร.ผัดผ่อนชำระบัตรเครดิต ตอนเลยกำหนดไปแล้วหลายวัน(มันไม่ช่วยไรนะ )
 
29จอดรถในที่ห้ามจอด..ระวังละกัน
 
30 หน้าอกไม่มีแล้วใส่เสื้อในเสริมไร้สายทับด้วยสายเดี่ยวรัดรูปหน้าอกเป็น กระเปาะ
 
31ทิ้งแก้วกาแฟไว้ที่โต๊ะทำงาน แล้วใช้ต่อโดยไม่ล้างในวันถัดไป
 
32คุยโทรศัพท์ระหว่างนั่งถ่ายท้องในห้องน้ำสาธารณะ
 
33กลั้นอึตอนออกจากบ้าน อ้างว่าขี้เกียจ แล้วต้องมาอดทนทีหลัง
 
34กินหนังไก่ทอด คอหมูย่าง เนื้อติดมัน กากหมู แหนมสด มาม่าแห้ง
 
35 เอาลิ้นดุนๆเศษอาหารที่ติดฟันในเดทแรก..มันทนไม่ได้จริงๆ
 
36"ลดอีกบาทน่ะเฮีย.." บาทนึงก็ยังขอต่อหน่อยเถอะ
 
37รู้มานานว่าเราเท้าบาน แต่ยังใส่รองเท้าเปลือย
 
38ทำเป็นหลับบนรถเมล์ เวลามีเด็กนักเรียนขึ้นมา
 
39เถียงกับตำรวจจราจรกลางถนน...เฮ่อ เถียงไงก็ต้องจ่ายจะมากจะน้อยก็จ่าย
 
40แอบดึงกางเกงในออกจากร่องก้นในที่สาธารณะ
 
41ออกเดทกับคนที่คุณไม่ชอบ เพราะหวังว่าเขาจะชอบขึ้นมาสักวัน
 
42ซื้อไว้ก่อน ก็มัน SALE นี่นา
 
43ไม่มีตังค์..ก็รูดบัตรเครดิตไปก่อน
 
44 โกนขนรักแร้...รู้กันอยู่ว่าเวลามันขึ้นใหม่จะเป็นตอ
 
45โทร.หาคนที่แอบปิ๊ง...เวลาเมา
 
46. ตื่นสาย..ไปทำงานสาย...เข้าประชุมสาย!! สันดานอ่ะนะ เปลี่ยนไม่ได้หรอกนะ
 
เฮออออ  ไม่ไหวๆๆๆๆ
8월 13일

อ่านเพื่อคิดก่อนใช้ชีวิต

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน

เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท

เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน

จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่าย ๆ

แต่งแฝงไว้ด้วยข้อคิด 

เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ

เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา

แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?"

เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน...

"เต็มแล้ว..."

เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ

หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเทกรวดเม็ดเล็ก ๆ

จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ

กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีก

"เหยือกเต็มหรือยัง?"

นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ

"เต็มแล้ว..."

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา

เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก

เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย

เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง

"เหยือกเต็มหรือยัง?"

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน

ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ

มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง

มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน

....จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน

เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น

"คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"

"แน่ใจนะ"

แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ

ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด

ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่

เขาหัวเราอย่างอารมณ์ดี

"ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

"ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา

ลูกเทสนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว

คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริง สูญเสียไปไม่ได้...."

"...เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

เหล่านี้....

เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน

คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆอยู่ตลอดเวลา

ชีวิตเต็มแล้ว...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด

ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน..."

"...ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ

เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า...

เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต

เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข

ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย

พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด

พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง

เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต

เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ

ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด..."

"...หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา..."

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

"แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร?"

เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า

"การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า

ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด

ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น

คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...."

 

คิดได้ไงเนี่ย

7월 30일

หวงหรือห่วง แยกให้ออกนะ ชอบสับสนกันจัง

"หวง" คือการทำให้ตัวคุณเองมีความสุข

"ห่วง" คือการทำให้คนที่คุณรักมีความสุข

 

"หวง" คือการเห็นแก่ตัว

"ห่วง" คือการเสียสละ

 

"หวง" คือการที่คุณให้เขาทำอะไรในกรอบของคุณ

"ห่วง" คือการที่คุณให้เขาทำอะไรในกรอบของเขา

 

"หวง" คือประโยคคำสั่ง

"ห่วง" คือประโยคขอร้อง

 

"หวง" คือคุณรักเขา และต้องการให้เขารักคุณ

"ห่วง" คือคุณรักเขา แต่ไม่จำเป็นว่าเขาต้องรักคุณหรือไม่

 

"หวง" คือสิ่งที่คุณทำแล้วเกิดความทุกข์ใจ

"ห่วง" คือสิ่งทึ่คุณทำแล้วเกิดความสุขใจ

 

"หวง" คือการทำสิ่งที่ไร้สาระ เพื่อให้เจาต้องอยู่กับคุณ

"ห่วง" คือการทำสิ่งที่มีสาระ ที่ไม่จำเป็นว่าเขาต้องอยู่กับคุณ

 

"หวง" คือการออกไปเต้นแร้งเต้นกา

"ห่วง" คือการอยู่เฉย ๆ นั่งมองเพียบเงียบ ๆ

 

"หวง" คือการบังคับขู่เข็นโดยเขาไม่เต็มใจ

"ห่วง" คือการปล่อยให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาพอใจ

 

"หวง" คือความรักที่จอมปลอม

"ห่วง" คือความรักแท้จริง

 

"หวง" คือการที่คุณหลอกตัวเองว่าเขารักคุณ

"ห่วง" คือการที่คุณหลอกตัวเองว่าเขาไม่รักคุณ...

7월 23일

ไชโย ดูช่อง3ที่บ้าน แย้ว!!!!

ตั้งแต่ย้ายบ้านเข้าบ้านใหม่ เราไม่ได้ ช่อง3 เลย เพราะ เสาอากาศไปไม่ถึง (ถึงแม้บ้านจะอยู่ในกรุงเทพฯเหอะ) ช่องอื่นๆก็ดูได้แต่ไม่ชัด แต่วันนี้ บ้านเราเพิ่งติดเสาอากาศ ทำให้เสาสูง ทำให้ ช่อง3 ดูได้ ช่องอื่นก็ชัดด้วย  ดูทีวีไม่ปวดลูกกะตาแย้ว  เย้
7월 22일

****ประกาศ****รูปใน Album ทั้งหมด

รูปที่อยู่ใน album ที่ upload ป็นรูปที่ย่อให้ขนาดเล็กน่ะ ถ้าเพื่อนๆอยากได้ขนาดจริง (ใหญ่ประมาณ 1M) ก็ขอได้นะครับ อิอิ
6월 14일

อ่านแล้วจะรู้สึกดีมากๆ

- - - - โปรดอ่านข้อความที่ส่งมานี้ จนถึงบรรทัดสุดท้าย - -

ชีวิตนี้เป็นสิ่งพิเศษ...จงมีชีวิตอยู่และเก็บเกี่ยวทุกนาทีแห่งชีวิต...
นี่ไม่ใช่การซ้อมใหญ่!
รับนางฟ้าองค์น้อยไว้ และให้อยู่ใกล้ตัวเสมอ
นี่คือนางฟ้าผู้พิทักษ์ของคุณ
จะคอยตามไปดูแลคุณทุกแห่ง
นี่คือนางฟ้าผู้พิทักษ์องค์พิเศษ...
คุณต้องส่งข้อเขียนนี้ไปให้คนอีกห้าคนภายในหนึ่งชั่วโมงที่คุณได้รับนางฟ้าไว้
หลังจากนั้นก็อธิษฐาน...ถ้าคุณได้ส่งต่อให้เพื่อนอีกห้าคน
คุณจะสมหวังในสิ่งที่อธิษฐานและนางฟ้าจะดูแลคุณตลอดไป...
ถ้าคุณไม่ส่งต่อให้ใคร...นางฟ้าจะร้องไห้และไม่รับคำอธิษฐานใดๆ...
โปรดอย่าลบข้อความต่อไปนี้เพราะว่าเป็นถ้อยคำจากนางฟ้าองค์ที่พิเศษยิ่ง..
เอาล่ะ
มีใครบางคนภูมิใจในตัวคุณมาก
มีใครบางคนกำลังคิดถึงคุณ มีใครบางคนห่วงใยคุณ
มีใครบางคนต้องการคุยกับคุณ
มีใครบางคนต้องการอยู่กับคุณ
มีใครบางคนไม่อยากให้คุณประสบปัญหา
มีใครบางคนรู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือของคุณ
มีใครบางคนต้องการกุมมือคุณไว้
มีใครบางคนอยากเห็นทุกอย่างในชีวิตคุณออกมาดี
มีใครบางคนต้องการให้คุณมีความสุข
มีใครบางคนอยากให้คุณไปหาเขา/เธอ
มีใครบางคนกำลังฉลองกับความสำเร็จต่างๆ ของคุณ
มีใครบางคนอยากให้ของขวัญคุณ
มีใครบางคนคิดว่าคุณคือของขวัญในชีวิตเขา
มีใครบางคนหวังว่าคุณคงไม่หนาวหรือร้อนเกินไป
มีใครบางคนอยากโอบกอดคุณ มีใครบางคนรักคุณ
มีใครบางคนชื่นชมในความเข้มแข็งของคุณ
มีใครบางคนกำลังคิดถึงคุณแล้วยิ้ม
มีใครบางคนต้องการซบไหล่คุณแล้วร้องไห้
มีใครบางคนอยากออกไปเที่ยวกับคุณให้สนุก
มีใครบางคนคิดถึงแต่คุณ มีใครบางคนอยากปกป้องคุณ
มีใครบางคนทำทุกอย่างได้เพื่อคุณ
มีใครบางคนอยากให้คุณอภัย
มีใครบางคนรู้สึกยินดีมากที่คุณอภัยให้
มีใครบางคนอยากหัวเราะกับคุณ
มีใครบางคนนึกถึงคุณและอยากให้คุณอยู่ที่นั่นกับเขาด้วย
มีใครบางคนกำลังขอให้พระเจ้าอวยพรคุณ
มีใครบางคนต้องการรู้ว่ารักของคุณไม่มีเงื่อนไข
มีใครบางคนต้องการบอกให้คุณรู้ว่าเขาห่วงใยคุณแค่ไหน
มีใครบางคนอยากแบ่งฝันกับคุณ
มีใครบางคนอยากกอดคุณไว้ในอ้อมแขน
มีใครบางคนอยากให้คุณกอดเขาไว้ในอ้อมแขน
มีใครบางคนรักจิตวิญญาณของคุ ณ
มีใครบางคนอยากหยุดเวลาเพราะคุณ
มีใครบางคนขอบคุณพระเจ้าที่ได้มิตรภาพและความรักจากคุณ
มีใครบางคนคอยที่จะพบคุณไม่ไหว
มีใครบางคนฟังเพลงแล้วคิดถึงคุณ
มีใครบางคนอยากให้คุณส่งข้อความนี้ไปให้ ....
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

โปรดส่งข้อความนี้
ไปยังคนที่คุณต้องการบอกว่ารักและหวังดีกับเขา..
โปรดส่งมันกลับไปยังผู้ที่ส่งมาให้คุณ เพื่อบอกให้เค้ารู้
ว่าความรักและหวังดีที่เค้าส่งมายังคุณนั้น
ไม่ได้สูญหายไปไหน..โปรดอย่าเฉยเมย
กับความรู้สึกของคนที่รัก
และหวังดีกับคุณ...ซึ่งอาจเปนเพื่อน เปนพี่
หรือเปนน้องของคุณ..
หากคุณไม่ใส่ใจ นั่นเปนการบอกให้คนที่ส่งมายังคุณ
รู้ว่า ตัวเขาไม่มีค่าใดๆในสายตาคุณ....

 

เราไม่ได้ส่งทางเมล อ่ะ   อิอิ

 
MD  
사진(1/1)